บ่นเพื่อ..

สวัสดีครับพี่.. น้องๆ เพื่อนและท่านที่แวะเวียนมา ต้องยอมรับนะครับว่า สถานการณ์ของชนประเทศเราตอนนี้ก็..ใช้คำใหนดี
ที่ว่าจะเหมาะสม เอาว่า หดหู่กับสถานการณ์ ในเรื่องทำมาหากิน น่าเหมาะสมดี บรรยากาศแบบนี้มันหนักขึ้นๆเรื่อยๆ เหตุไม่ทราบแน่ชัด หรือฟันธงลงไปไม่ได้ว่าเพราะเรื่องใด เรื่องหนึ่งเป็นเหตุ เอาเป็นว่าไม่อยากติเตียนใคร แต่รู้สึกเป็นการสมควรดี ที่เราเองจะย้อนมอง ระบบการทำมาหากินของเรา เพื่อทำการปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อทุกอย่างมันกลับมาดี ทำไมผมถึงพูดขวางแบบนี้ เอา..ผมยกตัวอย่างที่เราท่านคุ้นเคยกันดีให้เห็นกัน อย่างบางทีเราไปกินก๋วยเตี๋ยว ช่วงหนึ่งบางร้านที่หนาแน่นไปด้วยผู้คน ที่มาใช้บริการ เราจะเห็นว่า อย่างน้ำนี้ มักจะเขียนติดข้างฝาว่า น้ำบริการเอง ประมาณนี้ ก็คนมันเยอะช่วงนั้นก็หยวนกันได้ เราเป็นผู้จ่ายเงินก็บริการตัวเองได้อยู่ แต่บัดนี้คนเข้าร้านน้อย หากเราเป็นเจ้าของร้าน เราก็หันมาบริการน้ำให้ลูกค้า ยิ้มทักทาย พูดคุยกัน ประมาณนี้ เป็นการบริการที่น่าประทับใจเพิ่ม โอกาสต่อไปก็จะได้เห็นลูกค้าท่านนี้กลับมาอีก ไม่ใช่ว่าทำแบบเดิมๆ ดังที่สมัยคนเข้าร้านเยอะ แถมปรุงแต่งรสชาติ ด้วยความเรียบเร่ง บัดนี้คนเข้าร้านน้อยเราก็หาวัตถุดิบที่คุณภาพดี มาปรุงๆด้วยใจอันประณีตขึ้น ให้รสที่สุขุมคัมภีรภาพ เลือกลดบ่นสนใจสังคม หรือพูดคุ้ยหาผู้ทำสถานการณ์ให้ข่มขื่นและหดหู่ให้เปลืองใจเปล่า ผมเองทำเสื้อผ้าขายจากที่เคยขายส่งทีเยอะๆ ก็หันมาขายที่ละตัวสองตัว ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็ไม่เป็นไร ตั้งใจออกแบบพัฒนา มองหากลุ่มลูกค้าเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ก็เป็นเหมือนทั่วไปจะบ่นไปเพื่อ..
ผมมีความเชื่อตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ว่า ไม่มีสิ่งไหนเกิดแล้วไม่ดับ เมื่อมีเกิดก็ต้องเสื่อมสะลายไป และสิ่งใหม่ก็เกิดขึ้น แต่สิ่งใหม่จะเป็นอย่างไรนั้นผมก็เกินที่จะพยานกรณ์ได้ วันนี้สถานการณ์การทำมาหากินไม่ดีมันดับ มันก็จะเป็นไปตรงข้ามอย่างที่เป็นอยู่ ก็หวังเพียงให้เรามีความเชื่อ และคอย..ขณะที่คอยอยู่ก็อย่าคอยเปล่า มองหาข้อดี ข้อด้อยของเรา เพื่อใช้ใด้ประโยชน์ดี ในโอกาสนั้นมาถึง
ฝากธรรมะให้ใจผ่องแพร้วครับ..อิมัส๎มิง สะติ อิทัง โหติ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี
อิมัสสุปปาทา อิทัง อุปปัชชะติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
อิมัส๎มิง อะสะติ อิทัง นะ โหติ เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี
อิมัส๎สสะ นิโรธา อิทัง นิรุชฌะติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป

more for - less for

สวัสดีครับ... ท่านที่แวะเวียน เยี่ยมชมอ่านบล็อกของเรา เวียนมาด้วยใจ หรือบังเอิญก็สวัสดี ด้วยใจครับ ผมหยุดเขียนบทความมานามมาก ด้วยเหตุที่ความสนใจของผู้คนยุคนี้ น้อมไปสนใจวีดีโอ ดูและฟังมากกว่าการอ่าน … ก็เพียงหวังว่ายังมีกลุ่มที่สนใจอ่านอยู่ครับ ถึงแม้สื่อสาระเปลี่ยนรูปแบบไป การเข้าถึงมีหลากแนวทาง จะตามกระแส หรือโหนกระบ้าง โอเคครับเข้าเรื่องกันเลย... ผมเคยเขียนบทความ More for less - less for More หลักการตลาด ขายสินค้า ที่นำแบบการขาย สี่แบบมาครั้งหนึ่ง
  • more for less ( ขายมากกำไรน้อย )
  • less for more ( ขายน้อยกำไรมาก )
  • less for less ( ขายน้อยกำไรน้อย )
  • more for more ( ขายมากกำไรมาก )
  • ธุรกิจใหญ่น้อยของคุณเป็นแบบใหน ในสี่แบบนี้ลองเทียบดูครับ หรือมีความมุ่งหมาย อยากปรับเปลี่ยนรูปไปเป็นอีกแบบ นอกเหนือจากที่เป็นอยู่แล้ว ผมก็อยากจะเพิ่มเติมความเห็น ให้เห็นมุมมองสาระ เพื่อท่านจะมีไอเดีย นำเพื่อปรับใช้ทางธุรกิจ ที่มีของท่าน ธุรกิจการค้าขายสมัยนี้เปลี่ยนไปมาก ด้วยเครื่องมือการขายและเข้าถึงของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จากเดิมใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก จนที่สุดเป็นมือถือ ผ่านระบบแอปต่างๆ โอนเงินและข้อมูลรวดเร็ว หลายๆธุรกิจน้อยใหญ่อาจมีหน้าร้าน บางรายไม่มีหน้าร้าน ทำให้มีการพลิกผัน ของการขายเป็นไปมากตามไปด้วย มีหน้าร้านจำหน่าย หากเช่า ต้นทุนเพิ่ม ( จำหน่ายสองรูปแบบ ) – ไม่มีหน้าร้านต้นทุนสินค้าคงที่ / บ้านเป็นร้านจำหน่าย แขวนหน้าบ้าน หรือจำหน่ายออนไลน์อย่างเดียว

    ตัวอย่าง สินค้าตัวนี้ออกใหม่ ขายดี (ผู้สนใจ รู้ได้จากสื่อที่แชร์ตามโซเชียล ) อีกสอง-สามวันข้างหน้า มันก็พลูกันออกมาจนหั่นราคาให้ผันผวน มันก็เลยเข้าหลัก More for less ขายมากกำไรน้อยไป การผูกขาดหมดไป (คำว่ามีฉันขายอยู่เจ้าเดียว หมดไป) เนื่องจากมาเก็ตแชร์เปลี่ยนไปนั่นเอง ถึงแม้จะเป็นสินค้าลิขสิทธิ์ การก๊อปปี้แบบ หรือเรียนแบบเป็นไปอย่างรวดเร็ว ความเหมือนที่แตกต่าง เหมือนที่รูปแบบ แต่วัสดุอาจเหมือนหรือเปลี่ยน อีกทั้ง ความเห็น เป็นกระแส ให้ผู้ต้องการบริโภคตัดสินใจซื้อสินค้านั้นได้ รวมทั้งกลุ่มที่ชอบความเหมือนที่แตกต่าง ราคาเบา เข้าถึงรูปแบบนั้นได้ตามกระแสได้ทัน เมื่อโลกการขายเปลี่ยนไปแบบนี้ การคิดรูปแบบสินค้าใหม่ๆ จึงเกิดขึ้นได้น้อย
    อีกตัวอย่าง ผมย้อนกลับไปราว 20 -25 ปีก่อนที่ร้านขายของชำที่มีอยู่ในตลาดสด ขายสินค้าได้ค่อนข้างขายดี ก่อนที่มาร์ท สมัยใหม่ หรือสโตร์รูปแบบปัจจุบันจะเกิด การต่อยอดธุรกิจการขายนั้น ไม่สามารถส่งต่อให้รุ่นต่อไปได้ ในยุคนี้ ที่สุดก็เลิกกิจการไปเป็นจำนวนมาก ตลาดถูกแชร์กว้างออกไป ผมเองยังไปเคยคิดเลยว่าห้างค้าส่ง เวลานี้จะให้สั่งผ่านออนไลน์ด้วยซ้ำไป หากผมจะซื้อของสดหรือไม่สด ที่ห้างนี้เขาบริการจัดส่งให้ถึงที่ ( รวดเร็วด้วย) ลองคิดถึงแม่ค้าในตลาดสดดูครับ เขาจะปรับตัวอย่างไร ( ห้างส่งแช่ของสดในตู้ทำความเย็น คัดแยกการจำหน่ายเป็นส่วน คืนสินค้าได้หากเกิดปัญหา - แม่ค้าตลาดแช่ในน้ำแข็ง จำหน่ายรวม ซื้อแล้วไม่รับคืน ) ลองคิดเล่นๆดูครับ..ของสองสิ่งมีต้นทุนเท่ากัน ขายราคาเท่ากัน หากคุณซื้อคุณจะนำส่วนใหน ไปคิดเพื่อซื้อสินค้านั้น (เช่น. คุณภาพ . สะอาด แมลงไม่ตอม . สด .การบริการ .ลงทะเบียนรับสิทธิ์ . คำขอบคุณ หรืออื่นๆ )
    ขายของสมัยนี้กำไรน้อยจริงๆ สินค้าราคา 100 บาท ค่าจัดส่ง 20 บาทเข้าไปแล้ว เหลือแค่ 80 บาท คุณคิดดูกำไร กับต้นทุนสินค้าจะยังไง คุณจึงเห็นการเติบโตของกลุ่มโลจิสติกส์เป็นอย่างมาก เนื่องจากค่าจัดส่งมีผลตอบแทนสูง แม้นแต่ไปรษณีที่คุ้นกับการส่งจดหมาย กลับหิ้วห่อสินค้าส่งตามบ้านมากกว่าจดหมายแทน
    สาธยายเสียยาวเลย ต่อครับ.. ที่นี้จะทำอย่างไรให้หลุดหลักการตลาด More for less ขายมากกำไรน้อย ไปสู่ less for more ( ขายน้อยกำไรมาก ) ในความเห็นผม เราควรผลิตสินค้าด้วยตัวเอง หรือจ้างเขาผลิต - การสร้างแบนด์สินค้า มีความจำเป็นมาก รวมถึงผลิตสินค้าที่ประณีต และมีคุณภาพ สินค้ามีเอกลักษ์เฉพาะ เห็นแล้วเป็นที่จดจำ มีคุณค้าทางความรู้สึกที่เป็นเจ้าของ เหมือนกางเกงยีนดังยี่ห้อหนึ่งตัวหลักพันหลักหมื่น ต้นทุนสินค้าบวกลบคูนหารไม่ถึงพันผมเชื่อแบบนั้น แต่ขายเป็นหมื่น คนซื้อก็ซื้อใช้ และก็ไม่ได้บอกใครว่าซื้อเป็นหมื่น สวมใสแล้วใครๆเขาก็รู้คนนี้สวมของเจ็ง เพียงเห็นป้ายแบนด์ ของยีนตัวนั้น และบ่งชี้คุณค้าทางความรู้สึกได้ด้วย ทีนี้ความเพียรพยายามที่จะหลุดหลักการตลาด More for less ขายมากกำไรน้อย / ไปสู่ less for more ( ขายน้อยกำไรมาก ) ได้ไม่ยาก นี้ยังไม่กล่าวถึง ตัวสินค้าที่ผลิตแบบ Limited เลยนะครับ.

    รู้อริยสัจ

    การรู้อริยสัจทำให้มีตาครบสองตา

    ภิกษุ ท. ! บุคคล ๓ จำพวกนี้ มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก. สามจำพวกอย่างไรเล่า ?
    สามจำพวกคือ คนตาบอด (อนฺโธ)
    คนมีตาข้างเดียว (เอกจกฺขุ)
    คนมีตาสองข้าง (ทฺวิจกฺขุ)
      ภิกษุ ท. ! คนตาบอด เป็นอย่างไรเล่า ?
      คือคนบางคนในโลกนี้ไม่มีตาที่เป็นเหตุให้ได้โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้ หรือทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้ทวีมากขึ้น นี้อย่างหนึ่ง ; และไม่มีตาที่เป็นเหตุให้รู้ธรรมที่เป็นกุศลอกุศล - ธรรมมีโทษไม่มีโทษ - ธรรมเลวและธรรมประณีต - ธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาวนี้อีกอย่างหนึ่ง.
      ภิกษุ ท. ! นี้แล คนตาบอด (ทั้งสองข้าง)
    ภิกษุ ท. ! คนมีตาข้างเดียว เป็นอย่างไรเล่า ?
    คือคนบางคนในโลกนี้ มีตาที่เป็นเหตุให้ได้โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้ หรือทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้ทวีมากขึ้น ; แต่ไม่มีตาที่เป็นเหตุให้รู้ธรรมที่เป็นกุศลอกุศล - ธรรมมีโทษไม่มีโทษ - ธรรมเลวและธรรมประณีต - ธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาว.
    ภิกษุ ท. ! นี้แล คนมีตาข้างเดียว.
      ภิกษุ ท. ! คนมีตาสองข้าง เป็นอย่างไรเล่า ? คือคนบางคนในโลกนี้ มีตาที่เป็นเหตุให้ได้โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้ หรือ ทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้ทวีมากขึ้น นี้อย่างหนึ่ง ; และ มีตาที่เป็นเหตุให้รู้ธรรม ที่เป็นกุศลอกุศล- ธรรมมีโทษไม่มีโทษ - ธรรมเลวและธรรมประณีต - ธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาว นี้อีกอย่างหนึ่ง.
      ภิกษุ ท. ! นี้แล คนมีตาสองข้าง. ...
    คนมีตาสมบูรณ์
    ภิกษุ ท. ! ภิกษุมีตาสมบูรณ์ (จกฺขุมา) เป็นอย่างไรเล่า ?
    คือภิกษุในกรณีนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
    “ นี้ความทุกข์,
    นี้เหตุให้เกิดทุกข์,
    นี้ความดับไม่เหลือทุกข์,
    นี้ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ “ ดังนี้
    ภิกษุทั้งหลาย นี้แล ภิกษุมีตาสมบูรณ์
    - ติก. อํ. ๒๐/๑๖๒, ๑๔๗/๔๖๘, ๔๕๙.

    อกุศลกรรมบถสิบ
    ลักษณะความสะอาด – ไม่สะอาด ในอริยวินัย
    ก.ความไม่สะอาด / อกุศลกรรมบถสิบ
    จุนทะ ! ความไม่สะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง
    ความไม่สะอาดทางวาจา มี ๔ อย่าง
    ความไม่สะอาดทางใจ มี ๓ อย่าง.
      จุนทะ ! ความไม่สะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ?
      จุนทะ ! คนบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ มีปกติทำสัตว์มีปาณะให้ตกล่วง หยาบช้ามีฝ่ามือเปื้อนด้วยโลหิต มีแต่การฆ่าและการทุบตี ไม่มีความเอ็นดูใน สัตว์มีชีวิต ๑
      เป็นผู้ มีปกติถือเอาสิ่งของที่มีเจ้าของมิได้ให้ คือวัตถุอุปกรณ์ แห่งทรัพย์ของบุคคลอื่นที่อยู่ในบ้านหรือในป่าก็ตาม เป็นผู้ถือเอาสิ่งของที่เขา ไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย ๑
      เป็นผู้ มีปกติประพฤติผิดในกาม (คือประพฤติผิด) ในหญิง ซึ่งมารดารักษา บิดารักษา พี่น้องชาย พี่น้องหญิง หรือญาติรักษา อันธรรมรักษา เป็นหญิงมีสามี หญิงอยู่ในสินไหม โดยที่สุด แม้หญิงอันเขาหมั้นไว้ (ด้วยการคล้องพวงมาลัย) เป็นผู้ประพฤติผิดจารีตใน รูปแบบเหล่านั้น ๑ :
      จุนทะ ! อย่างนี้แล เป็นความไม่สะอาดทางกาย ๓ อย่าง.
    จุนทะ ! ความไม่สะอาดทางวาจา มี ๔ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ?
    จุนทะ ! คนบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ มีปกติกล่าวเท็จ ไปสู่สภาก็ดี ไปสู่ บริษัทก็ดี ไปสู่ท่ามกลางหมู่ญาติก็ดี ไปสู่ท่ามกลางศาลาประชาคมก็ดี ไปสู่ ท่ามกลางราชสกุลก็ดี อันเขานำไปเป็นพยาน ถามว่า “บุรุษผู้เจริญ ! ท่านรู้ อย่างไร ท่านจงกล่าวไปอย่างนั้น” ดังนี้ ,
    บุรุษนั้น เมื่อไม่รู้ก็กล่าวรู้ เมื่อรู้ก็กล่าวไม่รู้ เมื่อไม่เห็นก็กล่าวว่าเห็น เมื่อเห็นก็กล่าวไม่เห็น, เพราะเหตุตนเอง เพราะเหตุผู้อื่นหรือเพราะเหตุเห็นแก่อามิสไร ๆ ก็เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งที่ รู้อยู่ ๑
    เป็นผู้ มีวาจาส่อเสียด คือฟังจากฝ่ายนี้แล้วไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อ ทำลายฝ่ายนี้ หรือฟังจากฝ่ายโน้นแล้วมาบอกฝ่ายนี้เพื่อทำลายฝ่ายโน้น
    เป็นผู้ทำคนที่สามัคคีกันให้แตกกันหรือ ทำคนที่แตกกันแล้วแตกกันยิ่งขึ้น พอใจ ยินดี เพลิดเพลินในการแตกกันเป็นพวก
    เป็นผู้กล่าววาจาที่กระทำให้แตกกันเป็นพวก ๑
    เป็นผู้ มีวาจาหยาบ อันเป็นวาจาหยาบคาย กล้าแข็ง แสบเผ็ด ต่อผู้อื่น กระทบกระเทียบผู้อื่น แวดล้อมอยู่ด้วยความโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อ สมาธิ เขาเป็นผู้กล่าววาจามีรูปลักษณะเช่นนั้น ๑
    เป็นผู้ มีวาจาเพ้อเจ้อ คือเป็นผู้กล่าวไม่ถูกกาล ไม่กล่าวตามจริง กล่าวไม่อิงอรรถไม่อิงธรรม ไม่อิงวินัย เป็นผู้กล่าววาจาไม่มีที่ตั้งอาศัย ไม่ถูกกาลเทศะ ไม่มีจุดจบ ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ ๑ :
    จุนทะ ! อย่างนี้แล เป็นความไม่สะอาดทางวาจา ๔ อย่าง.
      จุนทะ ! ความไม่สะอาดทางใจ มี ๓ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ?
      จุนทะ ! คนบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ มากด้วยอภิชฌา (ความโลภเพ่งเล็ง)
      เป็นผู้โลภเพ่งเล็งวัตถุอุปกรณ์แห่งทรัพย์ของผู้อื่น ว่า “สิ่งใดเป็นของผู้อื่น สิ่ง นั้นจงเป็นของเรา” ดังนี้ ๑ เป็นผู้ มีจิตพยาบาท มีความดำริในใจเป็นไป ในทางประทุษร้าย ว่า “สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้จงเดือดร้อน จงแตกทำลาย จง ขาดสูญ จงพินาศ อย่าได้มีอยู่เลย” ดังนี้เป็นต้น ๑
      เป็นผู้ มีความเห็นผิดมีทัสสนะวิปริตว่า “ทานที่ให้แล้ว ไม่มี (ผล) , ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มี (ผล) , การบูชาที่บูชาแล้ว ไม่มี (ผล) , ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่ว ไม่มี , โลกนี้ ไม่มี , โลกอื่น ไม่มี , มารดา ไม่มี, บิดา ไม่มี, โอปปาติกะสัตว์ ไม่มี, สมณพราหมณ์ที่ไปแล้วปฏิบัติแล้วโดยชอบ ถึงกับกระทำให้แจ้งโลกนี้ และโลกอื่นด้วยปัญญาโดยชอบเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็ไม่มี” ดังนี้ ๑ :
      จุนทะ ! อย่างนี้แล เป็นความไม่สะอาดทางใจ ๓ อย่าง.
      จุนทะ ! เหล่านี้แล เรียกว่า อกุศลกรรมบถสิบ.
    จุนทะ ! บุคคลประกอบด้วยอกุศลกรรมบถสิบเหล่านี้ ลุกจาก ที่นอนตามเวลาแห่งตนแล้ว แม้จะลูบแผ่นดิน ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่ลูบแผ่นดิน ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้; แม้จะจับโคมัยสด ก็เป็น คนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่จับโคมัยสด ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้; แม้จะจับ หญ้าเขียวก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่จับหญ้าเขียว ก็เป็นคนสะอาดไป ไม่ได้; แม้จะไม่บำเรอไฟ ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้; แม้จะไหว้ดวงอาทิตย์ ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่ไหว้ดวงอาทิตย์ ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้; แม้จะลงน้ำในเวลาเย็นเป็นครั้งที่สาม ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่ลง น้ำในเวลาเย็นเป็นครั้งที่สาม ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้.
      ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?
      จุนทะ ! เพราะเหตุว่า อกุศลกรรมบถสิบ ประการเหล่านี้ เป็นตัวความไม่สะอาด และเป็นเครื่องกระทำ ความไม่สะอาด. จุนทะ ! อนึ่ง เพราะมีการประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ทั้งสิบประการเหล่านี้เป็นเหตุ นรกย่อมปรากฏ กำหนดเดรัจฉานย่อมปรากฏ เปรตวิสัยย่อมปรากฏ หรือว่า ทุคคติใด ๆ แม้อื่นอีก ย่อมมี.
    - ทสก. อํ. ๒๔/๓๐๖/๑๘๙ (อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคปลาย )
    ความสะอาด / กุศลกรรมบถสิบ
    จุนทะ ! ความสะอาดทางกายมี ๓ อย่าง
    ความสะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง
    ความสะอาดทางใจมี ๓ อย่าง.
    จุนทะ ! ความสะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? คลิก อ่านต่อ... ! อริยสัจจากพระโอษฐ์ หน้าที่ ๑๕๖๘ - ๑๕๗๒

    อริยสัจทั้งสี่

    มนุษย์เป็นอันมาก ได้ยึดถือเอาที่พึ่งผิดๆ

    มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ถูกความกลัวคุกคาม เอาแล้ว ย่อมยึดถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง สวนศักดิ์สิทธิ์บ้าง รุกขเจดีย์บ้าง ว่าเป็นที่พึ่งของตนๆ : นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันทำความเกษมให้ได้เลย, นั่นไม่ใช่ที่พึ่ง อันสูงสุด; ผู้ใดถือเอาสิ่งนั้นๆ เป็นที่พึ่งแล้ว ย่อมไม่หลุดพ้น ไปจากทุกข์ทั้งปวงได้.
    ส่วนผู้ใด ที่ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งแล้ว เห็นอริยสัจทั้งสี่ ด้วยปัญญาอันถูกต้อง คือ เห็นทุกข์, เห็นเหตุเป็นเครื่องให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์, เห็นความก้าวล่วงเสียได้ซึ่งทุกข์, และเห็นมรรคประกอบ ด้วยองค์แปดอันประเสริฐ ซึ่งเป็นเครื่องให้ถึงความเข้าไป สงบรำงับแห่งทุกข์ : นั่นแหละคือ ที่พึ่งอันเกษม, นั่นคือ ที่พึ่งอันสูงสุด; ผู้ใดถือเอาที่พึ่งนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้น ไปจากทุกข์ทั้งปวง ได้แท้.
    ธ. ขุ. ๒๕/๔๐/๒๔.

    สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อย เพราะไม่รู้อริยสัจ

    ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจะสำคัญ ความข้อนี้ ว่าอย่างไร : ฝุ่นนิดหนึ่งที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้กับ มหาปฐพีนี้ ข้างไหนจะมากกว่ากัน ?
    “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาปฐพีนั่นแหละเป็นดิน ที่มากกว่า. ฝุ่นนิดหนึ่งเท่าที่ทรงช้อนขึ้นด้วยปลายพระนขานี้ เป็นของมีประมาณน้อย. ฝุ่นนั้นเมื่อนำเข้าไปเทียบกับมหาปฐพี ย่อมไม่ถึงซึ่งการคำนวณได้ เปรียบเทียบได้ ไม่เข้าถึงแม้ซึ่ง กะละภาค (ส่วนเสี้ยว)”.
    ภิกษุทั้งหลาย ! อปุมานี้ฉันใด อปุไมยก็ฉันนั้น : สัตว์ที่เกิดกลับมาสู่หมู่มนุษย์ มีน้อย; สัตว์ที่เกิดกลับมา เป็นอย่างอื่นจากหมู่มนุษย์ มีมากกว่าโดยแท้. ข้อนั้น เพราะเหตุไรเล่า ?
    ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้น เพราะความที่ สัตว์เหล่านั้นไม่เห็นอริยสัจทั้งสี่. อริยสัจสี่ อย่างไรเล่า ? สี่อย่าง คือ :-
  • อริยสัจคือทุกข์
  • อริยสัจคือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์
  • อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
  • อริยสัจคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์.
  • ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอ พึงประกอบโยคกรรม อันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า
  • “ทุกข์ เป็นอย่างนี้
  • เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้
  • ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้
  • ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้” ดังนี้.
  • มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๗๘/๑๗๕๗.
    โยคกรรม คือ การกระทำอย่างเป็นระบบ.
    ภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ?
    แม้ความเกิด ก็เป็นทุกข์,
    แม้ความแก่ ก็เป็นทุกข์,
    แม้ความตาย ก็เป็นทุกข์,
    แม้โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ก็เป็นทุกข์,
    การประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์,
    ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์,
    ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ :
    กล่าวโดยย่อ ปัญจุปาทานักขันธ์ทั้งหลาย เป็นทุกข์.
    ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขอริยสัจ.
    ติก. อํ. ๒๐/๒๒๒-๒๒๘/๕๐๑. คลิก...เปิดธรรม ก้าวย่างอย่างพุทธะ
    ภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขสมุทยอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ?
    เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย;
    เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ;
    เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จีงมีนามรูป;
    เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ;
    เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ;
    เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
    เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;
    เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน;
    เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ;
    เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ;
    เพราะมีชาติเป็นปัจจัย,
    ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :
    ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
    ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขสมุทยอริยสัจ.
    ภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขนิโรธอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า?
    เพราะความจางคลายดับไปโดย ไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว จึงมีความดับแห่งสังขาร;
    เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ;
    เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป;
    เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ;
    เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ;
    เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา;
    เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา;
    เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน;
    เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ;
    เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ;
    เพราะมีความดับแห่งชาติ นั่นแล, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น :
    ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
    ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ.
    ภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ?
    มรรคอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้ นั่นเอง
    กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ; สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ; สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.
    ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.
    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คืออริยสัจ ทั้งหลาย ๔ ประการ” ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้ ดังนี้ อันใด อันเรากล่าวแล้ว; ข้อนั้น เรากล่าว หมายถึงข้อความนี้, ดังนี้ แล.
    ติก. อํ. ๒๐/๒๒๒-๒๒๘/๕๐๑.
  • คลิก...เปิดธรรม ก้าวย่างอย่างพุทธะ
  • ดาวน์โหลด.. อริยสัจจากพระโอษฐ์ภาคต้น
  • ดาวน์โหลด.. อริยสัจจากพระโอษฐ์ภาคปลาย
  • ทุกขอริยสัจ

    “...ภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอจงแสดงธรรม ให้งดงามในเบื้องต้น ให้งดงามในท่ามกลาง ให้งดงามในที่สุด, จงประกาศพรหมจรรย์ให้เป็นไปพร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง...” ..- บาลี มหาวรรค วิ. ๔/๓๙/๓๒. ตรัสแก่พระอรหันต์ ๖๐ รูป ชุดแรกที่อิสิปตนมิคทายวัน.

    ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์

    สุตฺตนฺตปิฏเก

    ปญฺจโม ภาโค
    สํยุตฺตนิกายสฺส มหาวารวคฺโค


    ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์
    ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ
    อานนท์ ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า
    “ธรรมวินัยของพวกเรา
    มีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว
    พวกเราไม่มีพระศาสดา ดังนี้”
    อานนท์ พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น
    “อานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
    ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย
    ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
    โดยกาลล่วงไปแห่งเรา”
    สิยา โข ปนานนฺท ตุมฺหากํ เอวมสฺส อตีตสตฺถุกํ ปาวจนํ นตฺถิ โน สตฺถาติ น โข ปเนตํ อานนฺท เอวํ ทฏฺฐพฺพํ โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา.
    มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๗๘/๑๔๑.
    พุทธวจน
    อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ เย ชนา ปารคามิโน
    อถายํ อิตรา ปชา ตีรเมวานุธาวติ ฯ
    เย จ โข สมฺมทกฺขาเต ธมฺเม ธมฺมานุวตฺติโน
    เต ชนา ปารเมสฺสนฺติ มจฺจุเธยฺยํ สุทุตฺตรํ ฯ
    กณฺหํ ธมฺมํ วิปฺปหาย สุกฺกํ ภาเวถ ปณฺฑิโต
    โอกา อโนกมาคมฺม วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ
    ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย หิตฺวา กาเม อกิญฺจโน
    ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต ฯ
    เยสํ สมฺโพธิยงฺเคสุ สมฺมา จิตฺตํ สุภาวิตํ
    อาทานปฏินิสฺสคฺเค อนุปาทาย เย รตา
    ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตาติ ฯ
    ในพวกมนุษย์ ชนที่ไปถึงฝั่งมีจำนวนน้อย
    แต่หมู่สัตว์นอกนี้ ย่อมวิ่งไปตามฝั่งนั่นเอง
    ส่วนชนเหล่าใดประพฤติตามในธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว
    ชนเหล่านั้นข้ามบ่วงมฤตยูซึ่งแสนยากที่จะข้ามไปถึงฝั่งได้
    บัณฑิตพึงละธรรมฝ่ายดำเสียเจริญธรรมฝ่ายขาว
    ออกจากความอาลัย อาศัยธรรมอันไม่มีความอาลัยแล้ว
    พึงละกามเสีย เป็นผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล
    ปรารถนาความยินดีในวิเวก ที่สัตว์ยินดีได้ยาก
    บัณฑิตพึงยังตนให้ผ่องแผ้ว จากเครื่องเศร้าหมองจิต
    ชนเหล่าใดอบรมจิตดีแล้วโดยชอบในองค์เป็นเหตุให้ตรัสรู้
    ไม่ถือมั่น ยินดีแล้วในความสละคืนความถือมั่น
    ชนเหล่านั้นเป็นผู้สิ้นอาสวะ มีความรุ่งเรือง ปรินิพพานแล้วในโลกนี้.

    คลิกดาวน์โหลด ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ ... 1190 หน้า พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค


    คลิกฟัง...ธรรมบรรยาย ยามเช้าพร้อมคำอธิบาย..

    ความไม่ประมาทเลิศกว่ากุศลธรรม

    ภิกฺขเว สตฺตา อปทา วา ทฺวิปทา วา จตุปฺปทา วา พหุปฺปทา วา รูปิโน วา อรูปิโน วา สญฺญิโน วา อสญฺญิโน วา เนวสญฺญี- นาสญฺญิโน วา
    ตถาคโต เตสํ อคฺคมกฺขายติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว เย เกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อปฺปมาทมูลกา อปฺปมาทสโมสรณา อปฺปมาโท เตสํ ธมฺมานํ อคฺคมกฺขายติ ฯ อปฺปมตฺตสฺเสตํ
    ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปาฏิกงฺขํ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวสฺสติ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ พหุลีกริสฺสตีติ ฯ

    ตถาคตสูตรที่ ๔
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีเท้าก็ดี มี ๒ เท้าก็ดี มี ๔ เท้าก็ดี มีเท้ามากก็ดี มีรูปก็ดี ไม่มีรูปก็ดี มีสัญญาก็ดี ไม่มีสัญญาก็ดี มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ก็ดี มีประมาณเท่าใด
    พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บัณฑิตกล่าวว่า เป็น ผู้เลิศกว่า สัตว์เหล่านั้นฉันใด กุศลธรรมเหล่า ใดเหล่าหนี่ง ทั้ง หมดนั้น มีความไม่ประมาทเป็นมูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท บัณฑิตกล่าวว่า เลิศกว่า กุศลธรรมเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ไม่ประมาท พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ .
    ตถาคตสูตร
    ความไม่ประมาทเลิศกว่ากุศลธรรมกถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อปฺปมตฺโต อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวติ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ พหุลีกโรติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺมาทิฏฺฐึ ภาเวติ นิพฺพานนินฺนํ นิพฺพาน- โปณํ นิพฺพานปพฺภารํ ฯเปฯ สมฺมาสมาธึ ภาเวติ นิพฺพานนินฺนํ นิพฺพานโปณํ นิพฺพานปพฺภารํ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อปฺปมตฺโต อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวติ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ พหุลีกโรตีติ ฯ
    ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ภิกษุผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า?
    ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฯลฯ
    ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.
    โอรัมภาคิยสูตร
    ภิกฺขเว โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ฯ กตมานิ ปญฺจ ฯ
    • สกฺกายทิฏฺฐิ
    • วิจิกิจฺฉา
    • สีลพฺพตปรามาโส
    • กามจฺฉนฺโท
    • พฺยาปาโท ฯ
    อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ฯ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องตํ่า ๕ อย่างนี้ ๕ อย่าง เป็นไฉน ? ได้แก่
    • สักกายทิฏฐิ ๑
    • วิจิกิจฉา ๑
    • สีลัพพตปรามาส ๑
    • กามฉันทะ ๑
    • พยาบาท ๑
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องตํ่า ๕ อย่างนี้แล.
    อิเมสํ โข ภิกฺขเว ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ อภิญฺญาย ปริญฺญาย ปริกฺขยาย ปหานาย ฯเปฯ อยํ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาเวตพฺโพติ ฯ
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องตํ่า ๕ อย่างนี้แล ฯลฯ
      ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ.
    คลิกอ่าน เพิ่มเติม...โอรัมภาคิยสูตร / หน้า 277

    รวมหนังสือ ขุมทรัพย์จากพุทธโอษฐ์

    ทาน (การให้)

    ทาน

    บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้ทานโดยมีความหวังผล ให้ ทานโดยมีจิตผูกพันในผล ให้ทานโดยมุ่งการสั่งสม (บุญ) ให้ทานโดยคิดว่า “เราตายไปจักได้เสวยผลของทานนี้” เขาให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหาย แห่งเทวดาเหล่าจาตุมหาราชิกา เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็น อย่างนี้...

    ทาน (การให้)

    ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าว่าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้ผลแห่งการจำแนกทาน เหมือนอย่างเรารู้ไซร้ หากสัตว์เหล่านั้น ยังไม่ได้ให้ทานเสียก่อนก็จะไม่พึง บริโภค อนึ่ง มลทินคือความตระหนี่จะไม่พึงครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้น
    แม้คำข้าวคือก้อนข้าวของสัตว์เหล่านั้น จะพึงเหลืออยู่คำสุดท้ายก็ตาม ถ้าปฏิคาหกของพวกเขายังมีอยู่ หากสัตว์เหล่านั้นยังไม่ได้แบ่งคำข้าวคำสุดท้ายแม้นั้น ก็จะไม่บริโภค.
    ภิกษุทั้งหลาย ! แต่เพราะสัตว์ทั้งหลายไม่รู้ผลแห่งการจำแนกทาน เหมือนอย่างเรารู้ ฉะนั้นสัตว์เหล่านั้นจึงไม่ได้ให้ทานก่อนบริโภค อนึ่ง มลทิน คือความตระหนี่ จึงยังครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้น.
    -บาลี -ขุ. ขุ. ๒๕/๒๔๓/๒o๖

    ความหมายของทาน

    ทาน (การให้) เป็นอย่างไร
      มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และประทีป โคมไฟแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติ- โลกสวรรค์
    เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทาน ไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็น มนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโภคทรัพย์มาก.
    -บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๓๗๖/๕๗๙.

    จาคะ (การบริจาค) เป็นอย่างไร

    คหบดี ! ก็จาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค) เป็นอย่างไร
      อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ มีใจปราศจากมลทินคือ ความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็น ประจำ มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการให้และการแบ่งปัน นี้เรียกว่า จาคสัมปทา.
    -บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๘๕/๖๑.

    ทำไมจึงให้ทาน

    ผลแห่งทานในปัจจุบัน และสัมปรายะ
    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระผู้มีพระภาคทรงสามารถบัญญัติ ผลแห่งทานที่จะพึงเห็นได้ในปัจจุบันหรือหนอ.
    สามารถ สีหะ !
    สีหะ ! ทายกผู้เป็นทานบดี ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจ ของชนเป็นอันมาก แม้ข้อนี้เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
    อีกประการหนึ่ง สัปบุรุษผู้สงบย่อมคบหาทายก ผู้เป็นทานบดี แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
      อีกประการหนึ่ง กิตติศัพท์อันงามของทายกผู้เป็น ทานบดีย่อมขจร แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
      อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดี จะเข้าไปสู่ที่ ประชุมใดๆ คือที่ประชุมกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี สมณะ ก็ย่อมเป็นผู้องอาจไม่เก้อเขินเข้าไป แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่ง ทานที่จะพึงเห็นเอง.
    อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดี เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะ พึงได้ในสัมปรายะ.
    -บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๔๑/๓๔.

    อานิสงส์แห่งการให้ทาน

    นี้มีอยู่ ๕ ประการเป็นอย่างไร คือ
    • (1) ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของชนเป็นอันมาก
    • (2) สัปบุรุษผู้สงบย่อมคบหาผู้ให้ทาน
    • (3) กิตติศัพท์อันงามของผู้ให้ทานย่อมขจรทั่วไป
    • (4) ผู้ให้ทานย่อมไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์
    • (5) ผู้ให้ทานเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
    ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล อานิสงส์แห่งการให้ทาน ๕ ประการ.
      ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักของชนเป็นอันมาก ชื่อว่า ดำ เนินตามธรรมของสัปบุรุษ สัปบุรุษผู้สงบ ผู้สำรวมอินทรีย์ ประกอบพรหมจรรย์ ย่อมคบหาผู้ให้ทานทุกเมื่อ สัปบุรุษ เหล่านั้นย่อมแสดงธรรมเป็นที่บรรเทาทุกข์ทั้งปวงแก่เขา เขาได้ทราบชัดแล้ว ย่อมเป็นผู้หาอาสวะมิได้ ปรินิพพาน ในโลกนี้.
    -บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๔๓/๓๕
    ธรรมบรรยาย ให้ทาน..
    ผู้ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ ... ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ใดย่อม ให้เครื่องนุ่งห่ม ที่นอน ข้าว น้ำและปัจจัยมีประการต่างๆ ด้วยความพอใจ ในท่านผู้ประพฤติตรง สิ่งของที่ให้ไปแล้ว นั้นย่อมเป็นของที่บริจาคแล้ว สละแล้วไม่คิดเอาคืน ผู้นั้น เป็นสัปบุรุษ ทราบชัดว่าพระอรหันต์เปรียบด้วยนาบุญ บริจาคสิ่งที่บริจาคได้ยากแล้ว ชื่อว่าให้ของที่พอใจ ย่อมได้ ของที่พอใจ ดังนี้.
      ... ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ ผู้ให้ของที่ดีย่อมได้ของที่ดี และผู้ให้ของ ที่ประเสริฐ ย่อมเข้าถึงสถานที่ประเสริฐ นรชนใดให้ของที่เลิศ ให้ของที่ดี และให้ของที่ประเสริฐ นรชนนั้นจะบังเกิด ณ ที่ใดๆ ย่อมมีอายุยืน มียศ ดังนี้.
    -บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๕๓/๔๔.
    พุทธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมที่ถูกปิด : ทาน (การให้)
    ฟังเสียงอ่าน ผลแห่งทาน
    พินัยกรรม ของ “พระสังฆบิดา” “หันทะ ทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว ” ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า “วะยะธัมมา สังขารา” สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา “อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ ”เธอทั้งหลาย จงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด...” ดังนี้. นี่แล เป็นพระวาจาที่ตรัสครั้งสุดท้าย ของพระตถาคตเจ้า.(ปัจฉิมวาจา) - มหา. ที. ๑๐/๑๘๐/๑๔๓.. คลิกอ่าน...ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์