โอปปาติกะ

โอ ปะ ปา ติ กะ

สวัสดีครับ ทักทายยามเช้า หลายคนยามเช้า วันปกติอย่างนี้ หายใจเป็นเวลา หยิบจับอะไรคิดเป็นเวลาหมด เวลามันไม่คอยหน้าที่ของมันเดินไปข้างหน้ากลืนกินทุกอย่าง แต่เวลานี้ยังเป็นของเรา หลัง 8โมงเช้าไปคงเป็นของผู้อื่นไป ตามหน้าที่ของแต่ละคนๆไป (ช่วงเช้าก็สังเกตตามประสาคนไม่เรียบร้อนไปไหน) ก่อนหน้านั้นผมก็เป็นเหมือน กับคนส่วนมาก ที่ต้องออกแต่เช้า และกลับแต่ค่ำ จนเฝ้าถามตัวเองอยู่หลายปี ที่ในยามนั้น “ชีวิตมีเพียงนี้หรือ. ? บ้านมีไว้นอน ตอนกลางคืนพอตื่นเป็นบ้านร้าง ผมก็คิดเรื่อยเปื่อย จนต้องลาออกจากที่ทำมาหากิน ลำบากอยู่นาน กว่าวันนี้จะมีโอกาสใช้เวลาอยู่แต่บ้านทำงานแต่ที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ และมีโอกาส หวนคิดชีวิตที่เกิดมา ให้รู้ อยู่เป็นสุขอย่างไร ผมไม่อยากทำตัวเป็นดั่งมดงาน เป็นดั่งผึ้ง เป็นเพียงพอแค่หยิบฉวยพอใช้ ดื่มกินและสระสมยามคับขันบ้าง เล็กน้อยครับ มีโอกาสทำบุญตักบาตรก่อนส่งลูกไปโรงเรียน แวะเวียนเที่ยวตามวัด ทำบุญ หัดลูกให้ใช้ชีวิตที่สงบเย็น ตามวิถีแห่งพุทธศาสนิกชน และใส่ใจในวงที่แคบลง ไม่หลงเอียงไปตามโลก สิ่งเร้ามันมีมาก จนคลองสติสะตัง ไม่ได้นาน สิ่งเหล่านั้นมันคอยจะลากจูงไป ( ให้คิดเล่นๆกันครับ โลกมันแนบกาย หูมันเป็นทิพย์ ตามันก็เป็นทิพย์ ขณะจะกินส้มตำหน้าปากซอยไม่อร่อย ยังอุตส่าห์แชร์ เพราะโลกมันอร่อย)
สาวมาเสียยาว ต่อเติมไปจากตอนที่แล้วครับ ว่าจะมาพูดเรื่องโอปปาติกะ ตัดตอนมาจากหนังสือของ ดร. บรรจบ บรรณรุจิ เรื่อง “ชีวิตหลังความตาย” หนังสือที่อ้างอิง ค้นคว้ามาดีแล้ว หลายคนคงอย่างรู้ว่า โอปปาติกะ หลายคนก็คงรู้มาแล้วว่าคำ ( โอ -ปะ- ปา- ติ- กะ)นี้มันคือชื่อเรียกตัวอะไร
โอปปาติกะ คือ ชีวิตหลังความตาย ของสัตว์โลกที่เกิดโดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ อาศัยเพียงอดีตกรรมเพียงอย่างเดียว เกิดจากใจของตัวเองที่ยังอยากมีชีวิตอยู่ แต่การเกิดใหม่นั้นเป็นไปอย่างผุดโผล่ขึ้น เกิดมาแล้ว มีตัวตนสมบูรณ์ มีอวัยวะครบถ้วนเหมือนก่อนตายนั่นเอง
ในอภิธรรมอธิบายไว้ว่า ขณะคนกำลังจะตาย จิตย่อมตกอยู่ในภวังค์ จิตที่ตกภวังค์ขณะนั้นเรียกว่า “จุติจิต” เพราะเป็นจิตที่ดับแล้ว ชีวิตก็ดับด้วย แต่เนื่องจากจิตที่ดับนั้น ได้ทิ้งปัจจัยแห่งการเกิดใหม่ คือ กิเลส กรรม และผลของกรรมไว้ให้ขณะจิตใหม่รับเสพ จนปรุงแต่งชีวิตให้สืบต่อขึ้นมาใหม่ ภวังค์จิตที่เกิดต่อจากนั้นเรียกว่า “ปฏิสนธิจิต
(เรื่องราวในหนังสือมีมาก แต่เนื้อขอยกพอเข้าใจสังเขปครับ หากสนใจเพิ่มเติม ผมแนะนำหาตาม ร้านหนังสือได้ครับ )
    พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พระพุทธเจ้าให้คำตอบไว้ ในบรรดาการเกิดมี สี่ประเภท “ตรัสไว้ว่า”
  • ชลาพุชะ ( ชะ ลา พุ ชะ) คือ สัตว์โลกที่เกิดเป็นตัว
  • อัณฑะชะ ( อัณ ทะ ชะ) คือ เกิดจากไข่แล้วฟักออกมาเป็นตัว
  • สังเสทชะ ( สัง เส ทะ ชะ ) คือสัตว์ที่เกิดในที่ชื้นแฉะ
  • โอปปาติกะ ( โอ ปะ ปา ติ กะ) เกิดแล้วโตทันที
( ไม่มีเครื่องมือ ช่วยในการมองเห็น เมื่อมองไม่เห็นเลยคิดว่าไม่มี ในมิติอื่นช้อนกันอยู่ หรือในภพภูมิอื่นนอกเหนือจากมนุษย์ และสัตว์เดรัจฉานแล้ว ยังมี..ภพภูมิของพรม เทวดา เปรต อสุรกาย และสัตว์นรก ชึ่งผุดเกิดแล้วเติบโตทันที การเกิดแบบนี้เรียกว่า โอปปาติกะ)
อ่านต่อ.. https://th.wikipedia.org/wiki/โอปปาติกะ
ในเนื้อหาหนังสืออ่านแล้ว ทำให้เราเข้าใจถึงการดำเนินชีวิต พร้อมย้อนมองรอยกรรมที่ทำไว้ หรือทำอยู่ เป็นอยู่อย่างไร และดำเนินต่อไปอย่างไร เนื้อหาได้เขียนถึงภพภูมิ อย่างระลึกได้ว่าเราได้เดินทางของชีวิต ของการอยู่อย่างมนุษย์ เป็นอย่างมนุษย์แล้วหรือยัง กระแสแห่งความละโมบมันท่วมท้นกลบสิ้นความมี ตัวตนมนุษย์ สิ่งเหล่านี้คือเชื้อที่พร้อมจะนำไปจุติแห่งภพภูมิที่ดีแล้วหรือ
พระพุทธเจ้าตรัสเล่าว่า “ตถาคตตรวจดูสัตว์ที่เวียนว่านตายเกิด ด้วยทิพยจักษุ อันบริสุทธิ์เกินมนุษย์ ก็เห็นว่า สัตว์ทั้งหลายไปเกิดตามกรรม .. สัตว์ที่ทำกรรมดีทางกาย วาจา ใจ ตายแล้วไปเกิดสุคติภูมิ คือในสวรรค์กับมนุษย์ ส่วนสัตว์ที่ทำกรรมชั่ว ทางกาย วาจา ใจ ตายไปแล้วไปเกิดใน ทุคติภูมิ ( หรืออบายภูมิ) คือ สัตว์เดรัจฉาน เปรต นรก ” (นรกภูมิ หรือเรียกโดยย่อว่า "นรก" )
นรกภูมิ / https://th.wikipedia.org/wik/นรกภูมิ

ภพภูมิ
อย่างที่กล่าวเวลาของเราหลังเรียนจบ มาอุทิศแก่งานทั้งตัว จนถึงในจิตใจของเราเลยทีเดียว หากท่านพอมีขณะจิตสักนิดมองดู และหาโอกาส ฝากบุญ และกุศลจิตไว้เพื่อ ขณะจิตสุดท้ายจะได้ระลึกถึง ตถาคต หรือ คำสอนของตถาคต ก่อนหมดลม จะได้สู่ภพภูมิที่ดีกว่า ปัจจุบัน ที่ชีวิตนี้เป็นของเราจริงหรือเปล่า
ฝากวิดีโอให้ดูและฟังกันต่อครับ โอปปาติกะ ที่เกิดขณะยังมีกายที่หยาบอยู่ (แต่..หากขณะจิต จะต้องหลุดพ้นไปเกิด ขึ้นมาใหม่ โดยไม่มีกาย ก็อาศัยจิตอยู่อย่างเดียวกัน ) ไม่ยากต่อความเข้าใจ ท่านพุทธทาส อินฺทปญฺโญ,ครับ

https://www.buddhadasa.com/FAQ/FAQ_2122.html (ความเร้นลับของโอปปาติกะกำเนิด )
(บาร์โด (Bardo))