เสน่ห์ท้องทุ่งนา

หมดเทศกาลกันแล้วช่วงนี้ชาวสวนชาวไร่ก็บ้างก็ทำการเพาะปลูกกัน เช่นกระเทียมเขาก็จะปลูกกันช่วงปลายฝนต้นหนาวมา กะหล่ำดอก และอีกหลายตระกูลพืช ส่วนสำหรับข้าวที่เหลืองอร่ามกลางท้องทุ่ง ก็เก็บเกี่ยวกันช่วงนี้พอดี ส่วนใหญ่ภาคเหนือเราจะปลูกข้าวเพื่อพอกินกันเป็นส่วนใหญ่ บ้าง 3 ไร่ 6 ไร่ 15 ไร่บ้าง ไม่มากมายเหมือนดั่งภาคกลาง แต่เสน่ห์ท้องทุ่งนาทางภาคเหนือนาปีมักจะเจอกับอากาศที่หนาว เป็นบรรยากาศที่ไม่มีที่ไหนเสมอเหมือนครับ ครั้งผู้เขียนเป็นเด็กหนุ่มถึงช่วงเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็จะนำมารวมเป็นกองกลมๆ สูงราวท่วมหัวเป็นคู่ๆ แล้วเวลาฟาดข้าวหรือตีข้าว ขั้นตอนต่อจากการตากข้าวหรือการกองข้าว คือการทำให้ข้าวเปลือกหลุดจากรวงข้าว เรียกว่าการ “ย่ำข้าว- นวดข้าว” หรือ ”บุบข้าว” หรือ “ฟาดข้าว” หรือ “ตีข้าว” แล้วแต่ละถิ่นจะเรียก คือการทำให้ข้าวเปลือกหลุดออกจากรวงข้าวนี้ ในอดีตหลายคนจะทำในเวลากลางคืนเดือนเต็มดวงสว่างๆ (ถ้าเป็นคืนเดือนมืดจะใช้ตะเกียงจุดให้แสงสว่าง) เพราะในช่วงกลางวันไม่มีเวลาว่าง เนื่องจากต้องไปตอบ แทนแรงงานผู้อื่นซึ่งมาช่วยงานในไร่นาของตน (หรือที่เรียกเอามื้อวันกัน คือผลัดเปลี่ยนช่วยกันช่วงตอนเกี่ยวข้าว เวลานวดข้าวเลยต้องให้คนในครอบครัวที่เป็นชายทำกัน เลยใช้เวลาประมาณนี้แทน) ส่วนใหญ่แล้วจะพักค้างแรมที่ในนาเลย ไม่ต้องเสียเวลา ก็ทำเพิงฟางเป็นที่พักใกล้กับกองข้าว นอนกลางคืนอุ่นอย่าบอกใคร ตอนกลางคืน คนกรุงต้องอิจฉา ดาวพราวเต็มฟ้า นอนกลางทุ่งนา พอไก่ขันเราตื่นแต่เช้าๆฟาดข้าวหรือตีข้าวสักกองสองกอง เหนื่อยๆ ตอนเช้าๆ ข้าวร้อนๆกับน้ำพริกตาแดง - ผักนึ่งปลาจ่อม หรือไม่ก็ข้าวหลามข้าวใหม่ ข้าวจี่ หยอดน้ำมันหมู หอมเด็ดนักแลฯ

ย่ำข้าว- นวดข้าว” หรือ ”บุบข้าว” หรือ “ฟาดข้าว” หรือ “ตีข้าว เกี่ยวข้าวย่ำข้าว- นวดข้าว” หรือ ”บุบข้าว” หรือ “ฟาดข้าว” หรือ “ตีข้าว เกี่ยวข้าว