ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์

สุตฺตนฺตปิฏเก
ปญฺจโม ภาโค
สํยุตฺตนิกายสฺส มหาวารวคฺโค


ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์
ธรรมวินัยนั้น จักเป็็นศาสดาของพวกเธอ
อานนท์ ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า
“ธรรมวินัยของพวกเรา
มีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว
พวกเราไม่มีพระศาสดา ดังนี้”
อานนท์ พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น
“อานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา”
สิยา โข ปนานนฺท ตุมฺหากํ เอวมสฺส อตีตสตฺถุกํ ปาวจนํ นตฺถิ โน สตฺถาติ น โข ปเนตํ อานนฺท เอวํ ทฏฺฐพฺพํ โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา.
มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๗๘/๑๔๑.
พุทธวจน
อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ เย ชนา ปารคามิโน
อถายํ อิตรา ปชา ตีรเมวานุธาวติ ฯ
เย จ โข สมฺมทกฺขาเต ธมฺเม ธมฺมานุวตฺติโน
เต ชนา ปารเมสฺสนฺติ มจฺจุเธยฺยํ สุทุตฺตรํ ฯ
กณฺหํ ธมฺมํ วิปฺปหาย สุกฺกํ ภาเวถ ปณฺฑิโต
โอกา อโนกมาคมฺม วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ
ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย หิตฺวา กาเม อกิญฺจโน
ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต ฯ
เยสํ สมฺโพธิยงฺเคสุ สมฺมา จิตฺตํ สุภาวิตํ
อาทานปฏินิสฺสคฺเค อนุปาทาย เย รตา
ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตาติ ฯ
ในพวกมนุษย์ ชนที่ไปถึงฝั่งมีจำนวนน้อย
แต่หมู่สัตว์นอกนี้ ย่อมวิ่งไปตามฝั่งนั่นเอง
ส่วนชนเหล่าใดประพฤติตามในธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว
ชนเหล่านั้นข้ามบ่วงมฤตยูซึ่งแสนยากที่จะข้ามไปถึงฝั่งได้
บัณฑิตพึงละธรรมฝ่ายดำเสียเจริญธรรมฝ่ายขาว
ออกจากความอาลัย อาศัยธรรมอันไม่มีความอาลัยแล้ว
พึงละกามเสีย เป็นผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล
ปรารถนาความยินดีในวิเวก ที่สัตว์ยินดีได้ยาก
บัณฑิตพึงยังตนให้ผ่องแผ้ว จากเครื่องเศร้าหมองจิต
ชนเหล่าใดอบรมจิตดีแล้วโดยชอบในองค์เป็นเหตุให้ตรัสรู้
ไม่ถือมั่น ยินดีแล้วในความสละคืนความถือมั่น
ชนเหล่านั้นเป็นผู้สิ้นอาสวะ มีความรุ่งเรือง ปรินิพพานแล้วในโลกนี้.

คลิกดาวน์โหลด ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ ... 1190 หน้า พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค


คลิกฟัง...ธรรมบรรยาย ยามเช้าพร้อมคำอธิบาย..

ความไม่ประมาทเลิศกว่ากุศลธรรม

ภิกฺขเว สตฺตา อปทา วา ทฺวิปทา วา จตุปฺปทา วา พหุปฺปทา วา รูปิโน วา อรูปิโน วา สญฺญิโน วา อสญฺญิโน วา เนวสญฺญี- นาสญฺญิโน วา
ตถาคโต เตสํ อคฺคมกฺขายติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว เย เกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อปฺปมาทมูลกา อปฺปมาทสโมสรณา อปฺปมาโท เตสํ ธมฺมานํ อคฺคมกฺขายติ ฯ อปฺปมตฺตสฺเสตํ
ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปาฏิกงฺขํ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวสฺสติ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ พหุลีกริสฺสตีติ ฯ

ตถาคตสูตรที่ ๔
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีเท้าก็ดี มี ๒ เท้าก็ดี มี ๔ เท้าก็ดี มีเท้ามากก็ดี มีรูปก็ดี ไม่มีรูปก็ดี มีสัญญาก็ดี ไม่มีสัญญาก็ดี มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ก็ดี มีประมาณเท่าใด
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บัณฑิตกล่าวว่า เป็น ผู้เลิศกว่า สัตว์เหล่านั้นฉันใด กุศลธรรมเหล่า ใดเหล่าหนี่ง ทั้ง หมดนั้น มีความไม่ประมาทเป็นมูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท บัณฑิตกล่าวว่า เลิศกว่า กุศลธรรมเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ไม่ประมาท พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ .
ตถาคตสูตร
ความไม่ประมาทเลิศกว่ากุศลธรรมกถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อปฺปมตฺโต อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวติ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ พหุลีกโรติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺมาทิฏฺฐึ ภาเวติ นิพฺพานนินฺนํ นิพฺพาน- โปณํ นิพฺพานปพฺภารํ ฯเปฯ สมฺมาสมาธึ ภาเวติ นิพฺพานนินฺนํ นิพฺพานโปณํ นิพฺพานปพฺภารํ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อปฺปมตฺโต อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวติ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ พหุลีกโรตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ภิกษุผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฯลฯ
ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.
โอรัมภาคิยสูตร
ภิกฺขเว โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ฯ กตมานิ ปญฺจ ฯ
  • สกฺกายทิฏฺฐิ
  • วิจิกิจฺฉา
  • สีลพฺพตปรามาโส
  • กามจฺฉนฺโท
  • พฺยาปาโท ฯ
อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องตํ่า ๕ อย่างนี้ ๕ อย่าง เป็นไฉน ? ได้แก่
  • สักกายทิฏฐิ ๑
  • วิจิกิจฉา ๑
  • สีลัพพตปรามาส ๑
  • กามฉันทะ ๑
  • พยาบาท ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องตํ่า ๕ อย่างนี้แล.
อิเมสํ โข ภิกฺขเว ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ อภิญฺญาย ปริญฺญาย ปริกฺขยาย ปหานาย ฯเปฯ อยํ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาเวตพฺโพติ ฯ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องตํ่า ๕ อย่างนี้แล ฯลฯ
    ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ.
คลิกอ่าน เพิ่มเติม...โอรัมภาคิยสูตร / หน้า 277

รวมหนังสือ ขุมทรัพย์จากพุทธโอษฐ์

ทาน (การให้)

ทาน

บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้ทานโดยมีความหวังผล ให้ ทานโดยมีจิตผูกพันในผล ให้ทานโดยมุ่งการสั่งสม (บุญ) ให้ทานโดยคิดว่า “เราตายไปจักได้เสวยผลของทานนี้” เขาให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหาย แห่งเทวดาเหล่าจาตุมหาราชิกา เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็น อย่างนี้...

ทาน (การให้)

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าว่าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้ผลแห่งการจำแนกทาน เหมือนอย่างเรารู้ไซร้ หากสัตว์เหล่านั้น ยังไม่ได้ให้ทานเสียก่อนก็จะไม่พึง บริโภค อนึ่ง มลทินคือความตระหนี่จะไม่พึงครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้น
แม้คำข้าวคือก้อนข้าวของสัตว์เหล่านั้น จะพึงเหลืออยู่คำสุดท้ายก็ตาม ถ้าปฏิคาหกของพวกเขายังมีอยู่ หากสัตว์เหล่านั้นยังไม่ได้แบ่งคำข้าวคำสุดท้ายแม้นั้น ก็จะไม่บริโภค.
ภิกษุทั้งหลาย ! แต่เพราะสัตว์ทั้งหลายไม่รู้ผลแห่งการจำแนกทาน เหมือนอย่างเรารู้ ฉะนั้นสัตว์เหล่านั้นจึงไม่ได้ให้ทานก่อนบริโภค อนึ่ง มลทิน คือความตระหนี่ จึงยังครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้น.
-บาลี -ขุ. ขุ. ๒๕/๒๔๓/๒o๖

ความหมายของทาน

ทาน (การให้) เป็นอย่างไร
    มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และประทีป โคมไฟแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติ- โลกสวรรค์
เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทาน ไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็น มนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโภคทรัพย์มาก.
-บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๓๗๖/๕๗๙.

จาคะ (การบริจาค) เป็นอย่างไร

คหบดี ! ก็จาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค) เป็นอย่างไร
    อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ มีใจปราศจากมลทินคือ ความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็น ประจำ มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการให้และการแบ่งปัน นี้เรียกว่า จาคสัมปทา.
-บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๘๕/๖๑.

ทำไมจึงให้ทาน

ผลแห่งทานในปัจจุบัน และสัมปรายะ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระผู้มีพระภาคทรงสามารถบัญญัติ ผลแห่งทานที่จะพึงเห็นได้ในปัจจุบันหรือหนอ.
สามารถ สีหะ !
สีหะ ! ทายกผู้เป็นทานบดี ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจ ของชนเป็นอันมาก แม้ข้อนี้เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
อีกประการหนึ่ง สัปบุรุษผู้สงบย่อมคบหาทายก ผู้เป็นทานบดี แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
    อีกประการหนึ่ง กิตติศัพท์อันงามของทายกผู้เป็น ทานบดีย่อมขจร แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
    อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดี จะเข้าไปสู่ที่ ประชุมใดๆ คือที่ประชุมกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี สมณะ ก็ย่อมเป็นผู้องอาจไม่เก้อเขินเข้าไป แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่ง ทานที่จะพึงเห็นเอง.
อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดี เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะ พึงได้ในสัมปรายะ.
-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๔๑/๓๔.

อานิสงส์แห่งการให้ทาน

นี้มีอยู่ ๕ ประการเป็นอย่างไร คือ
  • (1) ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของชนเป็นอันมาก
  • (2) สัปบุรุษผู้สงบย่อมคบหาผู้ให้ทาน
  • (3) กิตติศัพท์อันงามของผู้ให้ทานย่อมขจรทั่วไป
  • (4) ผู้ให้ทานย่อมไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์
  • (5) ผู้ให้ทานเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล อานิสงส์แห่งการให้ทาน ๕ ประการ.
    ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักของชนเป็นอันมาก ชื่อว่า ดำ เนินตามธรรมของสัปบุรุษ สัปบุรุษผู้สงบ ผู้สำรวมอินทรีย์ ประกอบพรหมจรรย์ ย่อมคบหาผู้ให้ทานทุกเมื่อ สัปบุรุษ เหล่านั้นย่อมแสดงธรรมเป็นที่บรรเทาทุกข์ทั้งปวงแก่เขา เขาได้ทราบชัดแล้ว ย่อมเป็นผู้หาอาสวะมิได้ ปรินิพพาน ในโลกนี้.
-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๔๓/๓๕
ธรรมบรรยาย ให้ทาน..
ผู้ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ ... ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ใดย่อม ให้เครื่องนุ่งห่ม ที่นอน ข้าว น้ำและปัจจัยมีประการต่างๆ ด้วยความพอใจ ในท่านผู้ประพฤติตรง สิ่งของที่ให้ไปแล้ว นั้นย่อมเป็นของที่บริจาคแล้ว สละแล้วไม่คิดเอาคืน ผู้นั้น เป็นสัปบุรุษ ทราบชัดว่าพระอรหันต์เปรียบด้วยนาบุญ บริจาคสิ่งที่บริจาคได้ยากแล้ว ชื่อว่าให้ของที่พอใจ ย่อมได้ ของที่พอใจ ดังนี้.
    ... ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ ผู้ให้ของที่ดีย่อมได้ของที่ดี และผู้ให้ของ ที่ประเสริฐ ย่อมเข้าถึงสถานที่ประเสริฐ นรชนใดให้ของที่เลิศ ให้ของที่ดี และให้ของที่ประเสริฐ นรชนนั้นจะบังเกิด ณ ที่ใดๆ ย่อมมีอายุยืน มียศ ดังนี้.
-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๕๓/๔๔.
พุทธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมที่ถูกปิด : ทาน (การให้)
ฟังเสียงอ่าน ผลแห่งทาน
พินัยกรรม ของ “พระสังฆบิดา” “หันทะ ทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว ” ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า “วะยะธัมมา สังขารา” สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา “อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ ”เธอทั้งหลาย จงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด...” ดังนี้. นี่แล เป็นพระวาจาที่ตรัสครั้งสุดท้าย ของพระตถาคตเจ้า.(ปัจฉิมวาจา) - มหา. ที. ๑๐/๑๘๐/๑๔๓.. คลิกอ่าน...ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์

เรื่องที่เป็นไปได้ยาก

ทรงแสดงเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เกี่ยวกับพระองค์เอง

ภิกษุทั้งหลาย ! สมมติว่ามหาปฐพีอันใหญ่หลวงนี้ มีน้ำท่วมถึงเป็นอันเดียวกันทั้งหมด; บุรุษคนหนึ่งทิ้งแอก (ไม้ไผ่ ?) ซึ่งมีรูเจาะได้เพียงรูเดียว ลงไปในน้ำนั้น; ลมตะวันออกพัดให้ลอยไปทางทิศตะวันตก, ลมตะวันตก พัดให้ลอยไปทางทิศตะวันออก, ลมทิศเหนือพัดให้ลอยไป ทางทิศใต้, ลมทิศใต้พัดให้ลอยไปทางทิศเหนือ อยู่ดังนี้.
“ในน้ำนั้นมีเต่าตัวหนึ่งตาบอด ล่วงไปร้อยๆ ปี มันจะผุด ขึ้นมาครั้งหนึ่งๆ.”
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จะสำคัญ ความข้อนี้ว่าอย่างไร : จะเป็นไปได้ไหมที่เต่าตาบอด ร้อยปี จึงจะผุดขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง จะพึงยื่นคอ เข้าไปในรู ซึ่งมี อยู่เพียงรูเดียวในแอกนั้น ?
“ข้อนี้ยากที่จะเป็นไปได้ พระเจ้าข้า ! ที่เต่าตาบอดนั้น ร้อยปีผุดขึ้นเพียงครั้งเดียว จะพึงยื่นคอเข้าไปในรู ซึ่งมีอยู่เพียง รูเดียวในแอกนั้น”.
ภิกษุทั้งหลาย ! ยากที่จะเป็นไปได้ฉันเดียวกัน ที่ใครๆ จะพึงได้ความเป็นมนุษย์; ยากที่จะเป็นไปได้ฉันเดียวกัน ที่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ จะเกิดขึ้นในโลก; ยากที่จะเป็นไปได้ฉันเดียวกัน ที่ธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว จะรุ่งเรืองไปทั่วโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! แต่ว่าบัดนี้ความเป็นมนุษย์ก็ได้แล้ว; ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ก็บังเกิดขึ้นในโลกแล้ว; และ ธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว ก็รุ่งเรืองไปทั่วโลกแล้ว.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ พวกเธอพึงกระทำโยคกรรมเพื่อให้รู้ว่า
    “นี้ ทุกข์,
    “นี้ เหตุให้เกิดทุกข์,
    “นี้ ความดับแห่งทุกข์,
    “นี้ หนทางให้ถึงความดับแห่งทุกข์” ดังนี้เถิด
“มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๖๘/๑๗๔๔.


คลิกฟัง...ธรรมบรรยาย ยามเช้าพร้อมคำอธิบาย..

ผู้แบกของหนัก

ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงของหนัก ผู้แบกของหนัก และการแบกของหนัก แก่พวกเธอ, เธอทั้งหลายจงฟัง ข้อความนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! อะไรเล่าชื่อว่าของหนัก ?
ภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทานักขันธ์ทั้งห้านั้นแหละ เรากล่าวว่าเป็นของหนัก. อุปาทานักขันธ์ทั้งห้า เหล่าไหนเล่า ? คือ :-

    ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ รูป,
    ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ เวทนา,
    ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ สัญญา,
    ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ สังขาร,
    และขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ วิญญาณ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า ของหนัก.
ภิกษุทั้งหลาย ! อะไรเล่าชื่อว่าผู้แบกของหนัก ?
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล (ตามสมมติ) นั้นแหละ เรา เรียกว่าผู้แบกของหนักเขามีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนั้น ตามที่รู้กันอยู่.

    ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า ผู้แบกของหนัก.
    ภิกษุทั้งหลาย ! อะไรเล่าชื่อว่าการแบกของหนัก ?
    ภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหาอันใดที่ทำให้มีการเกิดอีก อันประกอบด้วยความกำหนัด เพราะอำนาจแห่งความเพลิน ซึ่งมีปกติทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ ตัณหาในกาม ตัณหาในความมีความเป็น ตัณหาใน ความไม่มีไม่เป็น.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า การแบกของหนัก.
ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๒/๔๙-๕๑.

(คำชี้ชวน ! คำของพระพุทธเจ้า เป็นข้อความลึก ชั้นโลกุตร ควรอ่านช้าๆ และหลายๆเที่ยว เพื่อความเข้าใจ ) อ่านเพิ่มเติม ...ตามรอยธรรม
ตามรอยธรรม

พุทธวจน
วาเสฏฐะ !
พวกเธอแล มีชาติต่างกัน มีนามต่างกัน มีโคตรต่างกัน มีสกุลต่างกัน ออกบวชจากเรือนเป็นผู้ไม่หวังเกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว เมื่อถูกเขาถามว่า “พวกท่านเป็นใคร ?” ดังนี้ พวกเธอก็ปฏิญาณว่า
    “เราทั้งหลาย เป็นสมณสากยปุตติยะ”ดังนี้. อนึ่ง ศรัทธาของผู้ใดแลตั้งมั่น ในตถาคต ฝังลงรากแล้ว ดำรงอยู่ได้มั่นคง อันสมณะหรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหมหรือใครๆ ในโลกก็ตาม ไม่ชักนำไปทางอื่นได้ ผู้นั้นควรที่จะกล่าวอย่างนี้ว่า “เราเป็นบุตร เป็นโอรส เกิดจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เกิดโดยธรรม เนรมิตโดยธรรม เป็นทายาทโดยธรรม” ดังนี้.
-บาลี ปา. ที. ๑๑/๙๑/๕๕.
-http://pursuing-fair.blogspot.com
พินัยกรรม ของ “พระสังฆบิดา” “หันทะ ทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว ” ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า “วะยะธัมมา สังขารา” สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา “อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ ”เธอทั้งหลาย จงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด...” ดังนี้. นี่แล เป็นพระวาจาที่ตรัสครั้งสุดท้าย ของพระตถาคตเจ้า.(ปัจฉิมวาจา) - มหา. ที. ๑๐/๑๘๐/๑๔๓.. คลิกอ่าน...ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์

ขุมทรัพย์ จากพระโอษฐ์

พุทธวจน ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์

สวัสดีครับ หลายเรื่องราว ที่เต็มอยู่บนโลกใบนี้ มีมากมาย ตามเหตุ ตามปัจจัยที่เกิด ล้วนแต่เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเห็นมาหมดแล้ว หนังสือหลายๆเล่ม ที่ผมเคยอ่านมาตลอดที่มีเล่มสนใจ ว่าดีแล้ว หมดค่าหมดราคาไปเลย เมื่อมาอ่านคำของ ตถาคต ( คำพระพุทธเจ้าที่เป็นอกาลิโก) ( คำว่า อกาลิโก หมายความว่า พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติ โดยไม่จำกัดกาลเวลา ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ) คำในหนังสือที่แต่ง เป็นความเห็น วิจิตรเหล่านั้นมันไม่อกาลิโก เปลี่ยนเร็วตามวิถีแห่งโลโก ที่หมุนเปลี่ยนเวียนไป รู้วันนี้ ไม่นานความรู้นั้น ใช้ไม่ได้อีกต่อไปในกาลหน้า.
แต่นี้ไปผมจะยกคำของพระศาสดา มานำเสนอ เป็นบทพระสูตร ตอนๆไปครับ แด่..ท่านที่สนใจ
ผมไม่สามารถเปลี่ยน หรือแต่งคำเพิ่มเติมได้ พระพุทธองค์ตรัสอย่างไร แปล ออกมาอย่างไร ก็เป็นคำนั้นเลย
(คำชี้ชวน ! คำของพระพุทธเจ้า เป็นข้อความลึก ชั้นโลกุตร ควรอ่านช้าๆ และหลายๆเที่ยว เพื่อความเข้าใจ )
ผมจะมีลิงค์ ส่งให้ไปอ่านฉบับเต็มให้ด้วยครับ และตรวจคำตามข้อสงสัยของท่าน มีข้อบาลีให้ด้วย ค้นตรวจได้

การถูกแทงด้วย “หอก”๑

ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย จักตัดสินเนื้อความสองข้อนี้ ว่าอย่างไหน จะดีกว่ากัน คือ การที่ถูกบุรุษมีกำลังแข็งแรง แทงเอาที่หว่างอกด้วยหอกอัน คมกล้าทาน้ำมันทำให้ลื่น กับ การรับการไหว้ของพวกกษัตริย์มหาศาล หรือ พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล ?
    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! การรับการไหว้ของพวกกษัตริย์มหาศาล หรือพราหมณ์มหาศาล หรือ คฤหบดีมหาศาล นั่นแหละดีกว่า ; เพราะว่าการที่ถูกบุรุษมีกำลังแข็งแรง แทงเอาที่หว่างอกด้วย หอกอันคมกล้าทาน้ำมันทำให้ลื่น นั่นเป็นความทุกข์ ทนได้ยาก พระเจ้าข้า”.
ภิกษุ ท. ! เราจักบอก เราจักอธิบายแก่พวกเธอทั้งหลายให้เข้าใจ : การที่ถูกบุรุษมีกำลังแข็งแรง แทงเอาที่หว่างอกด้วยหอกอันคมกล้าทาน้ำมัน ทำให้ลื่น นั่นต่างหาก เป็นการดี สำหรับคนซึ่งเป็นคนทุศีล มีความเป็นอยู่ ลามก ไม่สะอาด มีความประพฤติชนิดที่ตนเองนึกแล้วก็กินแหนงตัวเอง มีการ กระทำที่ต้องปกปิดซ่อนเร้น ไม่ใช่สมณะก็ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่คน ประพฤติพรหมจรรย์ ก็ปฏิญญาว่าประพฤติพรหมจรรย์ เป็นคนเน่าใน เปียก แฉะ มีสัญชาติหมักหมม เหมือนบ่อที่เทขยะมูลฝอย. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?
    ภิกษุ ท. ! เพราะว่า การที่เขาจะต้องตายหรือได้รับทุกข์เจียนตาย เนื่องจากเหตุที่เขาถูกบุรุษมีกำลังแข็งแรง แทงเอาที่หว่างอกด้วยหอกอัน คมกล้าทาน้ำมันทำให้ลื่น หาได้เป็นเหตุให้เขาต้องเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ภายหลังแต่ความตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ไม่ ;
ส่วนการที่เขาเป็นคนทุศีล มีความเป็นอยู่ลามก ไม่สะอาด มีความประพฤติ ชนิดที่ตนเอง นึกแล้วก็กินแหนงตัวเอง มีการกระทำที่ต้องปกปิดซ่อนเร้น ไม่ ใช่สมณะก็ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่คนประพฤติพรหมจรรย์ ก็ปฏิญญาว่า ประพฤติพรหมจรรย์ เป็นคนเน่าใน เปียกแฉะ มีสัญชาติหมักหมม เหมือนบ่อที่ เทขยะมูลฝอย, แล้วยัง (มีความคิดที่จะ) รับการไหว้ของพวกกษัตริย์มหาศาล หรือพราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาลนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่ เกื้อกูลแก่เขาตลอดกาลนาน
ภายหลังแต่ความตาย เพราะการทำลายแห่งกาย เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก.

*** หมวดที่ ๑ ว่าด้วยการทุศีล
คำว่า - ภิกษุ ท. ! " อ่านว่า" ภิกษุ ทั้งหลาย
๑. บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/๑๓๑/๖๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ในเขตประเทศโกศล.
อ่านเพิ่มเติม..ขุมทรัพย์ จากพระโอษฐ์
ขุมทรัพย์ จากพระโอษฐ์ เพื่อเป็นกำลังใจและแนวทาง แด่เพื่อนสัตว์ผู้ขุดค้นขุมทรัพย์ เป็นคำชี้ขุมทรัพย์ที่ตรัสเอง ไม่มีคำเรียบเรียงของผู้แต่งคละปน เพราะเป็นที่รวบรวมเฉพาะพระพุทธวจนะ ที่ตรัสขนาบและ ชี้ชวนไว้ด้วยพระองค์เอง

จีวรที่ลุกเป็นไฟ๑

ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย จักตัดสินเนื้อความสองข้อนี้ ว่าอย่างไหน จะดีกว่ากัน คือ การที่ถูกบุรุษมีกำลังมหาศาลเอาแผ่นเหล็ก อันร้อนเป็น เปลวไฟลุกโพลงมีแสงโชติช่วง มานาบเข้าที่กาย กับ การนุ่งห่มจีวร ที่ พวกกษัตริย์มหาศาล หรือพราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล ถวาย ด้วยศรัทธา ?
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! การนุ่งห่มจีวร ที่พวกกษัตริย์มหาศาล หรือพราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล ถวายด้วยศรัทธา นั่นแหละดีกว่า ; เพราะว่า การที่ถูกบุรุษมีกำลังแข็งแรง เอาแผ่นเหล็ก อันร้อนเป็นเปลวไฟลุกโพลง มีแสงโชติช่วง มานาบเข้าที่กาย นั่นเป็นความ ทุกข์ ทนได้ยาก พระเจ้าข้า”.
ภิกษุ ท. ! เราจักบอก เราจักอธิบายแก่พวกเธอทั้งหลายให้เข้าใจ : การที่ถูกบุรุษมีกำลังแข็งแรง เอาแผ่นเหล็ก อันร้อนเป็นเปลวไฟลุกโพลง มีแสงโชติช่วง มานาบเข้าที่กาย นั่นต่างหาก เป็นการดี สำหรับคนซึ่งเป็น คนทุศีล มีความเป็นอยู่ลามก ไม่สะอาด มีความประพฤติชนิดที่ตนเองนึก แล้วก็กินแหนงตัวเอง มีการกระทำที่ต้องปกปิดซ่อนเร้น ไม่ใช่สมณะก็ ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่คนประพฤติพรหมจรรย์ ก็ปฏิญญาว่าประพฤติ พรหมจรรย์ เป็นคนเน่าใน เปียกแฉะ มีสัญชาติหมักหมม เหมือนบ่อที่ เทขยะมูลฝอย. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?
ภิกษุ ท. ! เพราะว่า การที่เขาจะต้องตายหรือได้รับทุกข์เจียนตาย เนื่องจากเหตุที่เขาถูกบุรุษมีกำลังแข็งแรง เอาแผ่นเหล็ก อันร้อนเป็น เปลวไฟลุกโพลงมีแสงโชติช่วง มานาบเข้าที่กาย หาได้เป็นเหตุให้เขา ต้องเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ภายหลังแต่ความตาย เพราะ การทำลายแห่งกาย ไม่ ;
    ส่วนการที่เขา เป็นคนทุศีล มีความเป็นอยู่ลามก ไม่ สะอาด มีความประพฤติชนิดที่ตนเองนึกแล้วก็กินแหนงตัวเอง มีการกระทำที่ ต้องปกปิดซ่อนเร้น ไม่ใช่สมณะก็ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่คนประพฤติ พรหมจรรย์ก็ปฏิญญาว่า ประพฤติพรหมจรรย์ เป็นคนเน่าใน เปียกแฉะ มี สัญชาติหมักหมม เหมือนบ่อที่เทขยะมูลฝอย, แล้วยัง (มีความคิดที่จะ) นุ่งห่ม จีวร ที่พวกกษัตริย์มหาศาล หรือพราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล ถวายด้วยศรัทธานั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่เกื้อกูลแก่เขา ตลอดกาล นาน
    ภายหลังแต่ความตาย เพราะการทำลายแห่งกาย เขาย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก.
๑. บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/๑๓๒/๖๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ในเขตประเทศโกศล.
(หมวดที่ ๑ ว่าด้วยการทุศีล ๑๗ )
อ่านเพิ่มเติม..ขุมทรัพย์ จากพระโอษฐ์
ก้าวย่างอย่างพุทธะ
หนังสือ “พุทธวจน ฉบับ ก้าวย่างอย่างพุทธะ
ได้จัดทำขึ้น ด้วยปรารภเหตุที่ว่า หลายคนยังเห็นคำสอน ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นสิ่งที่ยาก หรือเป็นสิ่งที่ ไกลตัวเกินไป ทำให้มีน้อยคนนักที่จะหันมาใส่ใจศึกษาคำสอน ของพระผู้มีพระภาคเจ้า อย่างจริงจังทั้ง ๆ ที่พระองค์ได้ตรัส ไว้แล้วว่า คำสอนที่พระองค์ตรัสสอนทั้งหมดนั้น บริสุทธิ์ บริบูรณ์แล้วสิ้นเชิง อีกทั้งคำสอนนั้น ยังเป็นสิ่งที่เรียกว่า “อกาลิโก” คือใช้ได้ไปตลอด ไม่มีคำว่าเก่าหรือล้าสมัย และใช้ได้กับบุคคลทุกคน อันจะเห็นได้จากในสมัยพุทธกาล ที่พุทธบริษัท ๔ ทั้งหลายนั้นมีคนจากหลายชาติและวรรณะ นอกจากนี้พระองค์ยังได้ตรัสอีกว่า บุคคลที่ท่านตรัสสอนนั้น มีตั้งแต่
    พรหม เทวดา ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไปจนถึงปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป และทุกคนนั้น เมื่อนำ คำสอนของพระองค์ไปปฏิบัติแล้ว ก็สามารถแก้ทุกข์หรือ ดับทุกข์ให้กับตนเองได้ทั้งสิ้น.
คณะงานธัมมะ วัดนาป่าพง
กันยายน ๒๕๕๔

พุทธวจน: สื่อหนังสือ (คลิกเพื่อดาวน์โหลด)
พินัยกรรม ของ “พระสังฆบิดา” ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บัดนี้ ตถาคต ขอเตือนพวกเธอทั้งหลายไว้ ว่า : “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา. พวกเธอทั้งหลาย จงทำ ความไม่ประมาท ให้ถึงพร้อม เถิด” ดังนี้. นี่แล เป็นพระวาจาที่ตรัสครั้งสุดท้าย ของพระตถาคตเจ้า. คลิกอ่าน...ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์

เวรัญชกัณฑ์

เหตุให้พรหมจรรย์ตั้งมั่นหรือไม่ตั้งมั่น

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ โคนไม้สะเดาใกล้เมืองเวรัญชา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่.
เวรัญชพราหมณ์ได้ทราบกิตติศัพท์ สรรเสริญ จึงเข้าไปเฝ้าแต่มิได้ถวายบังคม หลังจากทักทายปราศรัยแล้ว ก็ได้กล่าวว่า ได้ข่าวเขาพูดว่าพระสมณโคดมไม่ยอมไหว้หรือลุกขึ้นต้อนรับ พราหมณ์ผู้สูงอายุ การที่พระสมณโคดมทำเช่นนั้น ย่อมไม่สมควร พระพุทธเจ้าตรัสรับว่า พระองค์มิได้ไหว้พราหมณ์ผู้สูงอายุจริง เวรัญชพราหมณ์ จึงกล่าววาจารุกราน ด้วยถ้อยคำที่ถือกันในสมัยนั้นว่า เป็นคำดูหมิ่นเหยียดหยาม รวม ๘ ข้อ เช่น คำว่าพระสมณโคดมเป็นคนไม่มีรสชาติ, เป็นคนไม่มีสมบัติ, เป็นคนนำให้ฉิบหาย, เป็นคนเผาผลาญ เป็นต้น.
    แต่พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายคำเหยียดหยามนั้นไปในทางดี เช่นว่า
  • ใครจะว่าไม่มีรสชาติก็ถูก เพราะท่านไม่ติดในรส คือ รูป เสียง เป็นต้น
  • ใครจะว่าไม่มีสมบัติก็ถูก เพราะท่านไม่ติดสมบัติ คือ รูป เสียง เป็นต้น
  • ใครจะว่า นำให้ฉิบหายก็ถูกเพราะท่านแสดงธรรมทำให้บาป อกุศล ทุกอย่างให้ฉิบหาย
  • ใครจะว่าเป็นคนเผาผลาญก็ถูก เพราะท่านเผาผลาญบาป อกุศลอันเป็นที่ตั้งแห่งความเดือนร้อนทั้งหมด.
เมื่อตรัสตอบ แก้คำดูหมิ่นเหยียดหยามของพราหมณ์ตกทุกข้อโดย ไม่ต้องใช้วิธีด่าตอบ หากใช้วิธีอธิบายให้เป็นธรรมะสอนใจได้ ดังนั้นแล้ว
จึงตรัสอธิบายเหตุผลในการที่พระองค์ไม่ไหว้พราหมณ์ผู้สูงอายุ โดย เปรียบเทียบว่าลูกไก่ตัวไหนเจาะฟองไข่ออกมาได้ก่อน ลูกไก่ตัวนั้นควรนับว่า แก่กว่าลูกไก่ตัวอื่น พระองค์เจาะฟองไข่ คือ อวิชชาก่อนผู้อื่น จึงถือได้ว่าเป็น ผู้แก่กว่าผู้อื่น.
เวรัญชพราหมณ์ได้ฟังก็เลื่อมใส ประกาศตนเป็นอุบาสก ถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต แล้วกราบทูลอาราธนาให้ทรงจำพรรษาอยู่ใน เมืองเวรัญชา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ พระองค์ทรงรับโดยดุษณีภาพ.
ทรงสรรเสริญเหล่าภิกษุว่าเป็นผู้ชนะ แม้จะยากลำบาก ก็ไม่ทิ้งธรรม ในสมัยนั้น เมืองเวรัญชาเกิดทุพภิกขภัย หาอาหารได้ยาก ถึงขนาดต้อง ใช้สลากปันส่วนอาหาร ผู้คนล้มตายกันกระดูกขาวเกลื่อน. ภิกษุทั้งหลายลำบาก ด้วยอาหารบิณฑบาต ได้อาศัยข้าวตากสำหรับเลี้ยงม้าจากพ่อค้าม้าที่พักแรม ฤดูฝน ณ เมืองนั้น วันละ ๑ ฝายมือต่อรูปมาตำให้ละเอียดฉัน พระผู้มีพระภาค ทรงสรรเสริญเหล่าภิกษุว่าเป็นผู้ชนะ (แม้จะยากลำบาก ก็ไม่ทิ้งธรรมแสวง หาในทางที่ผิด เป็นตัวอย่างแก่หมู่ภิกษุในภายหลัง) พระโมคคัลลานะ เสนอวิธีแก้ไขความอดอยากหลายประการ รวมทั้งการไปเที่ยวบิณฑบาตในที่อื่นแต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต.

เหตุที่ทำให้พรหมจรรย์(พระศาสนา) ตั้งมั่น หรือไม่ตั้งมั่น

ส่วนพระสารีบุตร คำนึงถึงความตั้งมั่นแห่งพรหมจรรย์ จึงกราบทูลถาม ถึงเหตุที่ทำให้พรหมจรรย์ตั้งมั่น และไม่ตั้งมั่น
พระผู้มีพระภาคทรงตรัสแสดงว่า
    ดูก่อนสารีบุตร พระผู้มีพระภาคพระนามกกุสันธะ พระนาม โกนาคมนะ และพระนามกัสสปะ มิได้ทรงท้อพระหฤทัยเพื่อจะทรงแสดง ธรรมโดยพิสดารแก่สาวกทั้งหลาย อนึ่ง สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ ของพระผู้มีพระภาคทั้ง สามพระองค์นั้นมีมาก สิกขาบทก็ทรงบัญญัติ ปาติโมกข์ก็ทรงแสดง แก่สาวก เพราะอันตรธานแห่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเหล่านั้น เพราะ อันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าเหล่านั้น สาวกชั้นหลังที่ต่าง ชื่อกัน ต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูลต่างกัน จึงดำรง พระศาสนานั้นไว้ได้ตลอดระยะกาลยืนนาน
    ดูก่อนสารีบุตร ดอกไม้ต่าง พรรณที่เขากองไว้บนพื้นกระดาน ร้อยดีแล้วด้วยด้าย ลมย่อมกระจาย ไม่ได้ ขจัดไม่ได้ กำจัดไม่ได้ซึ่งดอกไม้เหล่านั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะ เขาร้อยดีแล้วด้วยด้าย ฉันใด เพราะอันตรธานแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า เหล่านั้น เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าเหล่านั้น สาวกชั้นหลังที่ต่างชื่อกัน ต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูล ต่างกัน จึงดำรงพระศาสนานั้นไว้ได้ ตลอดระยะกาลยืนนาน ฉันนั้นเหมือนกัน”
และตรัสว่า การไม่ทำดังนั้นเป็นเหตุให้พรหมจรรย์ดำรงอยู่ไม่นาน.

ทูลขอให้บัญญัติสิกขาบทแสดงปาติโมกข์เพื่อความตั้งมั่นแห่งพรหมจรรย์

พระสารีบุตรจึงกราบทูลขอให้ทรงบัญญัติสิกขาบท เพื่อความตั้งมั่นแห่ง พระศาสนา พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
จงรอก่อน สารีบุตร จงยับยั้งก่อนสารีบุตร ตถาคตผู้เดียวจักรู้กาล ในกรณีย์นั้น พระศาสดายังไม่บัญญัติสิกขาบท ยังไม่แสดงปาติโมกข์ แก่สาวก ตลอดเวลาที่ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะบางเหล่า ยังไม่ปรากฏ ในสงฆ์ในศาสนานี้
    ต่อเมื่อใดสงฆ์ถึงความเป็นหมู่ใหญ่โตเพราะตั้งมานาน…
    ต่อเมื่อใดสงฆ์ถึงความเป็นหมู่ใหญ่โตเพราะแผ่ไปเต็มที่…
    ต่อเมื่อใดสงฆ์ถึงความเป็นหมู่ใหญ่โตเพราะเจริญด้วยลาภ.
    และอาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่า ย่อมปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้ เมื่อนั้นพระศาสดาจึงจะบัญญัติสิกขาบท แสดงปาติโมกข์แก่สาวก เพื่อกำจัดอาสวัฏฐานิยธรรมเหล่านั้นแหละ.
ดูก่อนสารีบุตรก็ภิกษุสงฆ์ไม่มีเสนียด ก็ล้วนไม่มีโทษ ปราศจาก มัวหมองบริสุทธิ์ผุดผ่องตั้งอยู่ในสารคุณ เพราะบรรดาภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้ ภิกษุที่ทรงคุณธรรมอย่างต่ำ ก็เป็นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง เป็นผู้ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
เมื่อออกพรรษาแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงชวนพระอานนท์ไปบอก เวรัญชพราหมณ์ ในฐานะผู้นิมนต์ให้จำพรรษา เวรัญชพราหมณ์ นิมนต์พระองค์ พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ฉันในวันรุ่งขึ้น ทรงรับนิมนต์และไปฉันตามกำหนดแล้ว แสดงธรรมโปรดเวรัญชพราหมณ์ แล้วเสด็จจาริกไปสู่เมืองโสเรยยะ เมืองสังกัสส์ เมืองกัณณกุชชะ โดยลำดับ เสด็จข้ามลำน้ำคงคาที่ชื่อปยาคะ ไปสู่กรุงพาราณสี จากพาราณสีสู่เวสาลี ประทับ ณ เรือนยอดในป่ามหาวัน
คลิกดาวน์โหลด...อริยวินัย ประมวลพระพุทธบัญญัติ วิถีชีวิต ที่นำสู่ความเป็นอริยะ
เสียงอ่าน อริยสัจ จากพระโอษฐ์ 1/2

ในทุกๆ โลกธาตุนั้น หมู่สัตว์ผู้มีตัณหาเป็นเครื่องผูก มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น ได้
เวียนว่ายไปในกระแสแห่ง “ทุกข์” ไม่อาจที่จะพ้นได้ซึ่ง อบาย ทุคติ วินิบาต จนกว่าจะได้รู้และกระทำให้แจ้งได้ ซึ่งอริยสัจสี่ (ความรู้อันเป็นทางหลุดพ้น) การเวียนว่ายในลักษณะนี้
มิใช่การเวียนว่ายของจิต หรือวิญญาณ หากแต่เป็นการเวียนวนแห่งความซ้ำไปซ้ำมาของ การเกิดดับในรูปแบบและมิติต่างๆ กัน ตามแต่ลักษณะความหลากหลายของอุปาทานโดยสิ่งที่เกิดดับนี้ ล้วนแต่เป็นสภาพของทุกขัง
    ตถาคต (พระพุทธเจ้า) คือ ผู้ที่มีความสามารถในการตรัสรู้อริยสัจทั้งสี่นี้ด้วยตนเอง พร้อมด้วยความสามารถในการถ่ายทอด ในการแสดง ในการบัญญัติ ในการตั้งขึ้นไว้ใน การเปิดเผย ในการจำแนกแจกแจง ในการทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ และการ ได้มาซึ่งความเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะนั้น เป็นผลจากการสร้างเหตุที่มีลักษณะอันเอก ความเพียรอันประมาณมิได้ คาบเวลาที่นับไม่ได้ในข่ายความเข้าใจของหมู่สัตว์ ได้ถูกใช้ไปในการสร้างเหตุปัจจัยอันเอกนี้ เพื่อให้ได้ผลแห่งความเป็นเอกนี้
การที่อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ๒ พระองค์ จะเกิดพร้อมกันในโลกธาตุเดียวกันนั้น ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส เป็นฐานะที่จะมีไม่ได้
“ตถาคตเป็นมัคคัญญู (เป็นผู้รู้มรรค), เป็นมัคควิทู (เป็นผู้รู้แจ้งในมรรค), เป็นมัคคโกวิโท (เป็นผู้ฉลาดในมรรค);
ส่วนสาวกทั้งหลายในกาลนี้เป็นมัคคานุคา (เป็นผู้เดินตามมรรค) เป็นผู้ตามมาในภายหลัง”
- พุทธสูตร ขนฺธ. สํ. ๑๗/๘๑/๑๒๖.
คณะงานธัมมะ วัดนาป่าพง กันยายน ๒๕๕๔
พุทธวจน: สื่อหนังสือ (คลิกเพื่อดาวน์โหลด)
  • อริยสัจ จากพระโอษฐ์ 2/2
  • ประมวลพระพุทธบัญญัติ อริยวินัย จากพระไตรปิฎก
  • กรรม

    “กรรม”

    ราหุล ! กระจกเงามีไว้สำหรับทำอะไร ?
    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! กระจกเงามีไว้สำ หรับส่องดู พระเจ้าข้า !”.
    ราหุล ! กรรมทั้งหลาย ก็เป็นสิ่งที่บุคคลควรสอดส่อง พิจารณาดูแล้วดูเล่าเสียก่อน จึงทำลงไป ทางกาย, ทางวาจา หรือ ทางใจ
    ฉันเดียวกับกระจกเงานั้นเหมือนกัน”.
    -บาลี ม. ม. ๑๓/๑๒๕/๑๒๘
    ภิกษุทั้งหลาย !
    กรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
    นิทานสัมภวะแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
    เวมัตตตาแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
    วิบากแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
    กัมมนิโรธ เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
    กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ ....
    คำที่เรากล่าวแล้วดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ?
    ภิกษุทั้งหลาย !
    เรากล่าวซึ่ง เจตนาว่าเป็น กรรม
    เพราะว่าบุคคล เจตนาแล้ว ย่อมกระทำซึ่งกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ.
    ภิกษุทั้งหลาย !
    นิทานสัมภวะ (เหตุเป็นแดนเกิดพร้อม) แห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?
    ภิกษุทั้งหลาย ! นิทานสัมภวะแห่งกรรมทั้งหลาย คือ ผัสสะ.
    ภิกษุทั้งหลาย !
    เวมัตตตา (ความมีประมาณต่างๆ) แห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?
    ภิกษุทั้งหลาย !
    กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยเวทนา ในนรก มีอยู่,
    กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในกำเนิดเดรัจฉาน มีอยู่
    กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในเปรตวิสัย มีอยู่,
    กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในมนุษย์โลก มีอยู่,
    กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในเทวโลก มีอยู่.
    ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า เวมัตตตาแห่งกรรมทั้งหลาย.
    ภิกษุทั้งหลาย ! วิบาก (ผลแห่งการกระทำ) แห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?
    ภิกษุทั้งหลาย !
    เรากล่าววิบากแห่งกรรมทั้งหลายว่ามีอยู่ ๓ อย่าง คือ
    วิบากในทิฏฐธรรม (คือทันควัน)
    หรือว่า วิบากในอุปปัชชะ (คือในเวลาต่อมา)
    หรือว่า วิบากในอปรปริยายะ (คือในเวลาต่อมาอีก).
    ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า วิบากแห่งกรรมทั้งหลาย.
    ภิกษุทั้งหลาย !
    กัมมนิโรธ (ความดับไม่เหลือแห่งกรรม) เป็นอย่างไรเล่า ?
    ภิกษุทั้งหลาย ! ความดับแห่งกรรมทั้งหลาย ย่อมมีเพราะความดับแห่งผัสสะ.
    ภิกษุทั้งหลาย ! กัมมนิโรธคามินีปฏิปท า (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งกรรม) เป็นอย่างไรเล่า ?

    ภิกษุทั้งหลาย !
    อริยอัฏฐังคิกมรรค (อริยมรรคมีองค์แปด) นี้นั่นเอง คือ กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา; ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ :-
    สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)
    สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ)
    สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ)
    สัมมากัมมันตะ (การทำการงานชอบ)
    สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ)
    สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ)
    สัมมาสติ (ความระลึกชอบ)
    สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ).

    คลิกฟัง...ธรรมบรรยาย ยามเช้าพร้อมคำอธิบาย..
    ภิกษุทั้งหลาย !
    เมื่อใดอริยสาวก ย่อมรู้ชัดซึ่ง กรรม อย่างนี้,
    รู้ชัดซึ่ง นิทานสัมภวะแห่งกรรม อย่างนี้,
    รู้ชัดซึ่ง เวมัตตตาแห่งกรรม อย่างนี้,
    รู้ชัดซึ่ง วิบากแห่งกรรม อย่างนี้,
    รู้ชัดซึ่ง กัมมนิโรธ อย่างนี้,
    รู้ชัดซึ่ง กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้;
    อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดซึ่งพรหมจรรย์นี้ว่า เป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส เป็นที่ดับไม่เหลือแห่งกรรม.
    ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่เรากล่าวแล้วว่า
    กรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
    นิทานสัมภวะแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
    เวมัตตตาแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
    วิบากแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
    กัมมนิโรธ เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
    กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ”
    ดังนี้นั้น เราอาศัยความข้อนี้กล่าวแล้ว.
    ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๕๘,๔๖๓-๔๖๔/๓๓๔.
    (คำชี้ชวน ! คำของพระพุทธเจ้า เป็นข้อความลึก ชั้นโลกุตร ควรอ่านช้าๆ และหลายๆเที่ยว เพื่อความเข้าใจ )
    คลิกอ่าน...แก้กรรม โดย ตถาคต
    ดาวน์โหลดหนังสือ พุทธวจน (คลิกเพื่อดาวน์โหลด เชฟเพื่ออ่าน ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ )
    เสียงอ่านหนังสือพุทธวจน ๕ ฉบับ แก้กรรม
    สิ้นตัณหา ก็ สิ้นกรรม
    ภิกษุทั้งหลาย !
    มรรคาใด ปฏิปทาใด ย่อม เป็น ไปเพื่อ ความสิ้นตัณหา เธอทั้ง หลายจงเจริญ มรรคานั้น ปฏิปทานั้น.
    มรรคาและปฏิปทา ที่เป็นไปเพื่อความสิ้นตัณหา เป็นอย่างไรเล่า ? คือ โพชฌงค์ ๗
      โพชฌงค์ ๗ เป็นอย่างไรเล่า ?
      คือ สติสัมโพชฌงค์
      ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
      วิริยสัมโพชฌงค์
      ปีติสัมโพชฌงค์
      ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
      สมาธิสัมโพชฌงค์
      อุเบกขาสัมโพชฌงค์.
    เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พระอุทายี ได้ทูลถามว่า
    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !
    โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นตัณหา”.
      อุทายี !
      ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัย นิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ (ความสละ, ความปล่อย) อันไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีความพยาบาท เมื่อภิกษุนั้นเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัย วิราคะ อาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ อันไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีความพยาบาท ย่อมละ ตัณหาได้ ...ฯลฯ...
    ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ อันไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีความพยาบาท เมื่อภิกษุนั้นเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ อันไพบูลย์ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีความพยาบาท ย่อมละตัณหาได้ เพราะละตัณหาได้ จึงละกรรมได้ เพราะละกรรมได้ จึงละทุกข์ได้.
      "อุทายี ! เพราะสิ้นตัณหา จึงสิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรม จึงสิ้นทุกข์ ด้วยประการดังนี้ แล."
    มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๒๓/๔๔๙.
    พินัยกรรม ของ “พระสังฆบิดา” ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บัดนี้ ตถาคต ขอเตือนพวกเธอทั้งหลายไว้ ว่า : “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา. พวกเธอทั้งหลาย จงทำ ความไม่ประมาท ให้ถึงพร้อม เถิด” ดังนี้. นี่แล เป็นพระวาจาที่ตรัสครั้งสุดท้าย ของพระตถาคตเจ้า. คลิกอ่าน...ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์